วันพฤหัสบดีที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2563

ตั้งเป้าผลิตรถยนต์ 8 หมื่นคันต่อปี “สุริยะ” เห่กล่อม “เกรท วอลล์”

 


(24 ก.ย. 2563) นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยหลังการหารือกับนายจาง เจียหมิง ประธานกลุ่มบริษัท เกรท วอลล์ มอร์เตอร์ส ภูมิภาคอาเซียนและประเทศไทย ว่าได้มีการหารือถึงนโยบายส่งเสริมการผลิตและสิทธิประโยชน์ของรถยนต์ xEV หรือยานยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า, มาตรการกระตุ้นการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า และมาตรการส่งเสริมการลงทุนเพื่อการเตรียมความพร้อมโครงสร้างพื้นฐาน,การจัดทำมาตรฐานยานยนต์ไฟฟ้า ตลอดจนการบริหารจัดการซากรถยนต์ และแบตเตอรี่ที่ใช้แล้ว


ทั้งนี้ ที่ผ่านมาสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) ได้มีการหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน เกี่ยวกับการส่งเสริมลงทุนเพิ่มเติมสำหรับกิจการผลิต xEV ขณะที่แผนการลงทุนของเกรท วอลล์ฯ ในประเทศไทย นายจางได้ยืนยันว่ามีแผนการลงทุน อาทิ แผนการผลิตรถยนต์ที่คาดว่าจะเริ่มปรับปรุงสายการผลิตเดิมในไตรมาส 4 ปีนี้ โดยมีการนำระบบสมองกลเข้ามาใช้ภายในโรงงาน เพื่อรองรับการผลิตรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) และรถยนต์ไฟฟ้าทั้ง HEV หรือรถยนต์ไฮบริด, PHEV หรือรถรุ่นไฮบริดแบบเสียบปลั๊กชาร์จไฟฟ้าได้ และ BEV หรือรถยนต์ที่พึ่งพิงกระแสไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ในการขับเคลื่อนเพียงอย่างเดียว โดยจะมีกำลังการผลิตรวม 80,000 คันต่อปี ที่ขณะนี้ได้มีการลงทุนติดตั้งเครื่องจักรและปรับสายการผลิต คาดว่าจะแล้วเสร็จในปีนี้ และเริ่มทำการผลิตรถยนต์รุ่นแรก หรือรุ่น SUV และรถกระบะออกวางจำหน่ายได้ในปี 2564 ซึ่งจะเกิดการลงทุนรวม 22,600 ล้านบาท เกิดการจ้างงานใหม่ 3,435 คน


นายสุริยะกล่าวว่า เกรท วอลล์ฯ ยังมีแผนการลงทุนที่สำคัญๆ อาทิ การผลิตแบตเตอรี่ การผลิตชุดขับเคลื่อนไฟฟ้า เพื่อรองรับสมรรถนะการใช้พลังงาน และประหยัดของรถ HEV และ PHEV สำหรับแผนการใช้ชิ้นส่วนยานยนต์ในปีหน้าจะมีการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศ 45% สำหรับรถยนต์รุ่นแรก และจะเพิ่มเป็น 90% ในปี 2568 รวมทั้งมีแผนจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาที่ประกอบด้วย ศูนย์ออกแบบและพัฒนา ศูนย์ตรวจสอบประสิทธิภาพการเชื่อมต่ออัจฉริยะ และศูนย์ฝึกอบรม เพื่อรองรับการวิจัยและพัฒนาในประเทศไทยและในอาเซียน


“ปัจจุบันประเทศไทยมีศักยภาพในการผลิตรถยนต์ 2 ล้านคันต่อปี เป็นการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 1 ล้านคัน และผลิตเพื่อส่งออก 1 ล้านคัน เมื่อเกรท วอลล์ฯมีแผนลงทุนเพิ่มเติมที่ชัดเจนถือเป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะผู้บริโภคในประเทศจะมีทางเลือกที่หลากหลายมากขึ้น และเป็นสิ่งยืนยันว่าประเทศไทยมีศักยภาพในการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ ให้สามารถรองรับได้อย่างเพียงพอ โดยมีมูลค่าการส่งออกสูงเทียบเท่ามูลค่าการส่งออกรถยนต์ และผู้ผลิตรถยนต์ในปัจจุบันก็มีการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ 80-90%”

วันพุธที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2563

พาณิชย์ จัด THAIFEX–ANUGA ASIA 2020 แบบ "The Hybrid Edition" นำอาหารไทยสู่ตลาดโลก

 


รับมือส่งออก! จุรินทร์ นำพาณิชย์ จัด THAIFEX–ANUGA ASIA 2020 แบบ “The Hybrid Edition” นำอาหารไทยสู่ตลาดโลก พร้อมจับมือ 4 กระทรวง MOU มาตรฐานความปลอดภัยอาหารจากโควิด-19


นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานจัดงานแสดงสินค้าเกษตร อาหาร และเครื่องดื่ม THAIFEX–ANUGA ASIA 2020 โดยปีนี้เป็นไปตามนโยบาย นายจุรินทร์ คือ จัดในรูปแบบผสมผสาน (หรือ Hybrid) เป็นครั้งแรกของประเทศไทย ตอบรับสถานการณ์การค้าวิถีใหม่ (New Normal) เป็นงาน THAIFEX–ANUGA ASIA 2020 “The Hybrid Edition” 


โดยนายจุรินทร์ กล่าวว่า ปี 2563 เป็นปีที่ทั่วโลกต้องเผชิญกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งประเทศไทยก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน กิจกรรมหลาย ๆ อย่างต้องหยุดชะงักหรือชะลอตัว แม้แต่อุตสาหกรรมอาหารซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่เคยเติบโตก็ได้รับผลกระทบ ยิ่งไปกว่านั้น เรายังต้องเผชิญกับสถานการณ์สงครามการค้า เศรษฐกิจชะลอตัว ความผันผวนของค่าเงินบาท ดังนั้น การปรับตัวทางเศรษฐกิจและการปรับตัวทางการค้าที่อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงพาณิชย์ จึงเป็น เรื่องที่มีความสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลงไปกระตุ้นเศรษฐกิจการค้าให้กับฐานราก โดยเฉพาะใน ส่วนของเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน เอสเอ็มอี โอท็อป รวมทั้งไมโครเอสเอ็มอีต่างๆ ที่อยู่ในทุกภาคส่วน ของภูมิภาค กระทรวงพาณิชย์เล็งเห็นความจำเป็นที่จะช่วยแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างเร่งด่วน โดยนำแนวนโยบาย “เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด” ตามยุทธศาสตร์ “ตลาดนําการผลิต” ซึ่งเป็นความร่วมมือ ระหว่างสองกระทรวงสำคัญที่มีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจตั้งแต่ระดับพื้นฐานของประเทศ จนก้าวสู่ตลาดโลก คือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ กระทรวงพาณิชย์ สร้างฐานข้อมูล Big Data ร่วมกัน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้วยคุณภาพ มาตรฐานความปลอดภัยและการตรวจสอบย้อนกลับ มุ่งสู่ เป้าหมายให้ไทยเป็น “ศูนย์กลางสินค้าเกษตรและอาหารคุณภาพของโลก” โดยการค้าภายในประเทศ จะมีเซลส์แมนจังหวัดทำหน้าที่ขยายตลาดและหาช่องทางการจาหน่ายสินค้าผลิตภัณฑ์ ซึ่งเป็นการ ทำงานเป็นทีมระหว่างพาณิชย์จังหวัด จับมือกับเกษตรกร ผู้ประกอบธุรกิจ ภาคเอกชน และภาครัฐที่เกี่ยวข้อง สร้างโอกาสการค้าและช่องทางการเข้าสู่ตลาดของสินค้าและผลิตภัณฑ์ของเกษตรกรและ ผู้ประกอบการไทย

 

ด้านการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์มีกลไกในการเชื่อมโยงตลาดโลกและ ผู้ประกอบการไทยให้มาเจอกัน ผ่านสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ซึ่งได้กระจายที่ตั้ง ครอบคลุมตลาดคู่ค้าหลักๆ และตลาดที่มีศักยภาพทั่วโลก จำนวน 58 แห่ง มีเซลส์แมนประเทศ เปรียบเสมือนทัพหน้าที่จะกรุยทางให้ผลผลิตจากเกษตรกร ผลิตภัณฑ์อาหารจากผู้ผลิตก้าวสู่ตลาดต่างประเทศอย่างมั่นคง สร้างโอกาสในการแข่งขัน รวมถึงพัฒนาขีดความสามารถของเกษตรกรและผู้ประกอบการไทยในการเจาะตลาดสำคัญ ได้มีนโยบายเร่งรัดผลักดันการส่งออกภายใต้แนวทาง “รักษาและขยายตลาดเดิม เปิดตลาดใหม่ ฟื้นตลาดเก่าที่เคยเป็นตลาดสําคัญ” โดยมีคณะผู้บริหาร ระดับสูงเดินทางไปทำความตกลงทางการค้า (MOU) และจับคู่ธุรกิจกับนานาประเทศทั้งในแถบเอเชีย ยุโรป และตะวันออกกลาง เมื่อเกิดสถานการณ์โควิด-19 ได้เล็งเห็นลู่ทางการรักษาส่วนแบ่งทางการตลาดของประเทศ ผ่านช่องทางออนไลน์ โดยการผลักดันแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ ที่กระทรวงพาณิชย์มีอยู่ จัดกิจกรรมจับคู่เจรจาธุรกิจ รวมถึงร่วมมือกับแพลตฟอร์มต่างชาติ เช่น อาลีบาบาของจีน


ในส่วนของอุตสาหกรรมอาหารนั้นแม้จะมีเหตุการณ์ที่มีการปนเปื้อนเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในการผลิตและส่งออกอาหารในต่างประเทศ แต่ประเทศไทยสามารถให้ความมั่นใจกับผู้บริโภคทั่วโลกได้ว่าอาหารไทยปลอดภัย ปราศจากเชื้อในกระบวนการผลิต จนรัฐบาลไทยสามารถออกหนังสือรับรองการปฏิบัติตามมาตรการ เพื่อป้องกันการปนเปื้อนเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในกระบวนการผลิตอาหารส่งออกให้กับผู้ผลิตอาหาร เพื่อแสดงต่อผู้ซื้อและผู้นำเข้าในต่างประเทศ ซึ่งหนังสือรับรองดังกล่าวเป็นความร่วมมือระหว่าง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงมหาดไทย โดยได้มอบให้ปลัดทั้ง 4 กระทรวงเป็นผู้ลงนามความร่วมมือในวันนี้ เพื่อรับรองการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการปนเปื้อนเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในกระบวนการผลิตอาหารส่งออก (COVID- 19 Prevention Best Practice) สำหรับงานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่ม THAIFEX จึงมีส่วนสำคัญในการสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการด้านอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งงานนี้เป็นงานสำคัญที่กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 30

 

"สำหรับการจัดงานในปีนี้ ได้มีการปรับชื่องานเป็น THAIFEX – ANUGA ASIA ซึ่งเป็นการรวมตัวกันระหว่าง 2 งานที่ยิ่งใหญ่ คือ THAIFEX ของประเทศไทย และ ANUGA จากเยอรมนี และ ยังเป็นปีแรกที่ได้มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดงานให้เป็นแบบไฮบริด (Hybrid) เพื่อให้เข้ากับสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ซึ่งต่างชาติไม่สามารถเดินทางมาร่วมงานได้ โดยใช้ชื่องานว่า THAIFEX – ANUGA ASIA 2020 “The Hybrid Edition” โดยเป็นการผสมผสานการจัดงานระหว่างออฟไลน์และเทคโนโลยีออนไลน์ การจัดงานครั้งนี้จะเป็นการช่วยกระตุ้นตั้งแต่สินค้าเกษตร เกษตรแปรรูป อุตสาหกรรม อาหารและเครื่องดื่มของไทยให้ฟื้นตัวกลับมา พร้อมทั้งสร้างความเชื่อมั่น และเน้นย้ำให้ทั่วโลกได้เห็นถึงศักยภาพของอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มของไทยในเรื่องความปลอดภัย และยังสามารถผลิตและส่งออกได้ในปริมาณที่เพียงพอสำหรับการบริโภคในโลก ซึ่งแม้ว่าจะมีเรื่องโควิด-19 มากระทบ แต่เราได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี โดยมีผู้เข้าร่วมแสดงสินค้าแบบออฟไลน์รวม 708 บริษัท 1,747 คูหา ผมมั่นใจว่าการจัดงานแสดงสินค้าในรูปแบบผสมผสาน (หรือ Hybrid) เป็นครั้งแรกของ ประเทศไทย จะตอบรับสถานการณ์การค้าวิถีใหม่ (New Normal) ของงานแสดงสินค้าเกษตร อาหาร และเครื่องดื่ม THAIFEX–ANUGA ASIA 2020 “The Hybrid Edition”ครั้งนี้และจะประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี และผมมั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่าอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งคาดว่าจะได้มูลค่ามากกว่า 6,000 ล้านบาท" นายจุรินทร์ กล่าว

 

รายงานข่าวกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ระบุว่า มีการจัดงานแสดงสินค้าจริง ณ ศูนย์แสดงสินค้าอิมแพคแห่งนี้ วันที่ 22-26 กันยายน ระหว่างผู้เข้าร่วมงาน (Exhibitors) และผู้ชมงานในไทยที่ประกอบด้วย นักธุรกิจในวงการอาหารและเครื่องดื่มที่อยู่ในไทย 51,869 กิจการ รวมถึงตัวแทนผู้ซื้อจากต่างประเทศ (Buying Agents) ที่มีสำนักงานในไทย และการจัด กิจกรรมเจรจาการค้าออนไลน์ในรูปแบบต่างๆ ซึ่งรวมถึงการจัดงานแสดงสินค้าเสมือนจริง หรือ Virtual Trade Show ระหว่างผู้เข้าร่วมงาน (Exhibitors) กับผู้ซื้อ ผู้นำเข้าต่างประเทศ (Importers) ที่ไม่สามารถเดินทางมาประเทศไทยได้เป็น ผู้ประกอบการไทย 519 บริษัทและตัวแทนที่อยู่ในประเทศไทยของผู้ประกอบการต่างชาติจาก 12 ประเทศ ได้แก่ บราซิล แคนาดา จีน ฮ่องกง อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น เกาหลี นอร์เวย์ โปแลนด์ ไต้หวัน อเมริกา และเวียดนาม รวม 189 บริษัท บนพื้นที่กว่า 60,000 ตารางเมตร ซึ่งมีการใช้มาตรการการดูแลสุขอนามัยของผู้เข้าร่วมงานอย่างเคร่งครัด

ปิดตำนาน! รื้อ "บ้านสี่เสาเทเวศร์" ปิดฉากที่พัก "ป๋าเปรม - จอมพลสฤกษดิ์"

 


(24 ก.ย. 2563) เกือบ 40 ปีที่ "ป๋าเปรม" พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อดีตประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ พำนักในบ้านสี่เสาเทเวศร์ ตั้งแต่สมัยเป็น ผบ.ทบ. จนถึงนายกรัฐมนตรี แล้วก้าวมาสู่ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ บ้านในตำนานหลังนี้ได้ผ่านเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ทางการเมืองที่สำคัญมามากมายพร้อมกับตัวท่าน จนจวบวาระสุดท้ายในชีวิตที่ได้จากไปพร้อมกัน เหลือไว้เพียงความทรงจำ และบันทึกเป็นประวัติศาสตร์


ทุกครั้งที่ "บ้านสี่เสาฯ" เปิดประตูออก จะต้องมีคณะบุคคลสำคัญระดับประเทศ บิ๊กทหาร บิ๊กตำรวจ นักการเมือง เดินเข้าไปเพื่อคารวะเนื่องในโอกาสและวาระต่างๆ ที่พักหลังนี้จึงเปรียบเสมือนศูนย์กลางอำนาจ ของกองทัพและการเมือง ด้วยบทบาทของ "พล.อ.เปรม" ในฐานะผู้มากบารมี ผู้อาวุโสของชาติ รัฐบุรุษหนึ่งเดียวของประเทศ ไม่ว่าจะเกิดปัญหาต่างๆ ในบ้านเมือง หรือกองทัพ หรือแม้แต่วิกฤติทางการเมือง "ป๋าเปรม" มักจะเป็นคำตอบสุดท้ายที่ทุกคนต้องเข้ามาขอคำปรึกษาเพื่อหาทางออก และจะกลับไปด้วยข้อคิดที่ดี ด้วยประสบการณ์ของท่านที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาอย่างโชกโชน จึงได้นำกลับไปแก้ปมปัญหาต่างๆ จนสำเร็จลุล่วง

 

เส้นทาง พล.อ.เปรม กำเนิดจากเหล่าทหารม้า ไต่เต้าเป็นผู้บัญชาการศูนย์การทหารม้า จนมาถึงแม่ทัพภาคที่ 2 แล้วก้าวขึ้นสู่ ผบ.ทบ. กระทั่งได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้นั่งตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คนที่ 16 ทำให้บทบาทของ พล.อ.เปรม เป็นที่เคารพไปทุกวงการ นั่นยิ่งทำให้บารมีของ พล.อ.เปรม เบ่งบาน และมิใช่เพิ่งมาเกิดตอนที่เป็น ผบ.ทบ. หรือ นายกฯ หรือ ประธานองคมนตรี แต่เกิดจาก พล.อ.เปรม ได้สั่งสมได้สร้างด้วยความเป็นคนมีน้ำใจ จึงทำให้บารมีนี้อยู่คู่ตัวไปตลอดกาล



ทุกวิกฤติของประเทศ ทุกปัญหาของชาติ ทั้งในเรื่องกองทัพ หรือปัญหาบ้านเมือง "พล.อ.เปรม" เป็นผู้เดียวที่มองทะลุถึงปัญหาต่างๆ พร้อมกับมีคำแนะนำ คำเสนอแนะ ให้กับผู้ที่มาขอคำปรึกษาจนมีทางออกเสมอ จนบางครั้งวงการทหารมักจะเอ่ยปาก "หากมีปัญหา ถามหาป๋าได้"


แต่หลังจากการถึงอสัญกรรมของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ ที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า เมื่อช่วงเช้าวันที่ 26 พ.ค.62 จากอาการป่วยระบบหัวใจล้มเหลว และจากไปในวัย 98 ปี "บ้านสี่เสาเทเวศร์" ก็เริ่มเงียบเหงา บรรยากาศดูเศร้าโศก เพราะเหมือนขาดเสาหลักของบ้านหลังนี้ไป ทำให้นายทหารในบ้าน และลูกๆ ป๋าต่างเริ่มทยอยเก็บข้าวของและของใช้ส่วนตัวท่านด้วยความอาลัย เพื่อไปไว้ยังพิพิธภัณฑ์พธำมะรงค์ อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา เพื่อให้ประชาชนได้แสดงความเคารพและรำลึกถึงท่านด้วย



จากนั้นบ้านสี่เสาฯก็ถูกส่งคืนให้กรมสวัสดิการทหาร เพื่อมอบต่อให้ "กองทัพบก" ก่อนจะถึงมือ "สำนักพระราชวัง" เมื่อ 31 ต.ค.2562 ก็ได้เข้ามาสำรวจพื้นที่และรอบๆ ตัวบ้าน ซึ่งยังมีโครงสร้างที่ดี แม้กาลเวลาจะผ่านไปมากกว่า 50 ปี เพราะบ้านสี่เสาฯแห่งนี้เคยเป็นบ้านพักประจำตำแหน่งของ "จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์" ตั้งแต่เป็น ผบ.ทบ. และนายกรัฐมนตรี คนที่ 11 ของประเทศไทย ที่ "จอมพลสฤษดิ์" มีดำริให้สร้างขึ้นมา โดยยึดโยงที่ตั้งใกล้พื้นที่กองทัพบก สวนรื่นฤดี และเดิมบริเวณนี้เคยเป็นที่ตั้งของเสาไฟฟ้า 4 ต้น รองรับหม้อแปลงจ่ายไฟให้กับรถรางสายเทเวศร์-ท่าเตียน ผู้คนจึงเรียกขานว่า "สี่เสา" ส่วน "เทเวศร์" มีที่มาจากชื่อของวังเทเวศร์ ที่ตั้งอยู่ถนนกรุงเกษม ปากคลองผดุงกรุงเกษม ริมแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระจันทบุรีนฤนาถ


โดยบ้านสี่เสาเทเวศร์ ตั้งอยู่เลขที่ 279 ถนนศรีอยุธยา เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร ซึ่งเคยเป็นที่พักทั้งของ "จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์" อดีตนายกฯ และ "พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์" อดีตประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ แต่หลังจากคืนให้กองทัพบก ส่งต่อให้สำนักพระราชวัง ปัจจุบันได้ให้เจ้าหน้าที่เข้ามารื้อถอนแล้วบางส่วน โดยมีเครื่องจักรกลขนาดใหญ่กำลังรื้อถอนบ้านพักในส่วนที่เป็นปูน ขณะที่หน้าบ้านที่เคยเป็นป้อมรักษาการณ์ได้ถูกทุบไปแล้วเช่นกัน เหลือเพียงเศษหิน เศษปูน เป็นกองๆ ส่วนบริเวณหลังบ้าน มีเครื่องจักรขนาดใหญ่กำลังทำงาน แต่บริเวณที่มีต้นไม้ใหญ่อยู่ ยังไม่มีการตัดหรือรื้อถอนกำแพงบ้านออก



บ้านสี่เสาฯมีกำแพงหน้าบ้าน พร้อมประตูเข้าออก 2 ซ้าย-ขวา ตรงกลางจะปลูกต้นไม้สูงไว้คล้ายกำแพง มีลานสนามหญ้า และสวนหย่อมกับบ่อน้ำขนาดใหญ่ ตัวบ้านส่วนใหญ่เป็นปูนสีขาว หลังคาเป็นทรงหน้าจั่วปูกระเบื้องสีน้ำเงิน ปีกซ้ายภายในตัวบ้านชั้นล่างเป็นห้องรับรอง ด้านขวาเป็นที่พักของทหารประจำบ้าน ด้านหลังเป็นห้องนั่งเล่น เคยมีเปียโนตัวโปรดตั้งอยู่ ผนังบ้านในมุมต่างๆ จะมีรูปถ่ายของ พล.อ.เปรม ประดับไว้ภายใน ส่วนชั้น 2 เป็นห้องนอนโล่ง


ด้านนอกตัวบ้านนับเป็นพื้นที่ประวัติศาสตร์ทางการเมือง พล.อ.เปรม มักใช้เป็นที่ประกอบพิธีในโอกาสต่างๆโดยพูดกับผู้ที่เข้าพบในวาระต่างๆ โดยเฉพาะประตูเหล็กสีเทากำแพงด้านข้างตัวบ้านก็มีตำนานเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวข้องกับเหตุการปฏิวัติรัฐประหาร ที่บุคคลสำคัญๆ หรือนายทหาร ที่มาขอคำปรึกษาใช้เดินเข้า-ออกประจำ แทนการใช้ประตูด้านหน้า



ส่วนห้องที่ พล.อ.เปรม ชอบมากที่สุดคือ จะเป็นห้องรับแขกเล็ก ซึ่งเป็นห้องดนตรีเก่า อยู่โซนด้านหน้าของตัวบ้าน พล.อ.เปรม มักจะมาร้องเพลง เล่นเปียโน ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงต่อวัน ห้องนี้เปรียบเสมือนห้องแห่งความสุข เพราะเวลาเล่นดนตรีจึงไม่อยากไปไหน มีความสุขด้วย บางทีเล่นคนเดียว ร้องเพลงคนเดียว ส่วนกิจวัตรระหว่างวัน ท่านเป็นคนอ่านหนังสือพิมพ์หลายฉบับ ดูข่าวทางโทรทัศน์ และกีฬา กอล์ฟ เทนนิส รวมทั้งการออกกำลังกาย แต่ที่สำคัญจะให้เวลากับตัวเองในการเดินออกกำลังกาย 30 นาทีในสวน


นับจากนี้อีก 1 อาทิตย์ บ้านสี่เสาเทเวศร์ ตำนานบ้านพัก 2 ผบ.ทบ. 2 นายกรัฐมนตรี ที่ถือว่าเป็นบ้านอันทรงพลัง ผ่านบันทึกหน้าประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนานจะถูกทุบทิ้งจนไม่เหลือแม่แต่ซากอิฐ หิน ปูน ทุกอย่างจะถูกรื้อถอนจนเกลี้ยง และจะเหลือไว้แต่เพียงความทรงจำของถนนสายอำนาจทางการเมือง การทหาร ถือเป็นการปิดฉากบ้านสี่เสาฯอย่างสมบูรณ์.


Credit: https://www.thairath.co.th/news/local/bangkok/1935681


ผู้เขียน : คชสีห์ 88


กราฟิก : Taechita Vijitgrittapong

"ดีเจก๊อง" เสียชีวิต รถเก๋งชนเสาไฟฟ้าพังยับเยินบริเวณโค้งร้อยศพ

 


(24 ก.ย. 2563) เมื่อเวลา 02.30 น. วันที่ 24 ก.ย. พ.ต.ท.ณัฐวุฒิ ปราบคนชั่ว สว.(สอบสวน) สน.พหลโยธิน รับแจ้งเหตุรถชนเสาไฟฟ้า มีผู้เสียชีวิตติดอยู่ภายใน 1 ราย บริเวณก่อนถึงปากซอยรัชดาภิเษก 32 ถนนรัชดาภิเษก แขวงจันทร์เกษม เขตจตุจักร กทม. จึงรีบรุดไปตรวจสอบ พร้อมเจ้าหน้าที่กู้ภัยมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง


ที่เกิดเหตุอยู่บริเวณช่วงโค้งร้อยศพ ฝั่งตรงข้ามศาลอาญารัชดา ก่อนถึงปากซอยรัชดาภิเษก 32 เล็กน้อย พบเสาไฟฟ้าแรงสูงหักตั้งแต่ช่วงกลางต้น แผงเหล็กกั้นได้รับความเสียหายจากแรงกระแทก ห่างไปประมาณ 30 เมตร บริเวณเลนขวาสุดชิดเกาะกลางถนน พบรถยนต์ ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นอัลติส สีดำ หมายเลขทะเบียน 2 กง 7786 กรุงเทพมหานคร สภาพตัวรถพังเสียหายยับเยิน มีชิ้นส่วนแตกกระจัดกระจายตกเกลื่อนพื้นถนน ถุงลมนิรภัยทั้งด้านคนขับและที่นั่งข้างคนขับทำงาน ส่วนร่างผู้ขับขี่หลุดออกจากเข็มขัดนิรภัยกระเด็นไปเสียชีวิตที่เบาะหลัง ทราบชื่อต่อมาคือ นายอรรณพ พูนศรีพัฒนา หรือก๊อง อายุ 33 ปี อาชีพดีเจ สวมเสื้อยืดสีเทา นุ่งกางเกงวอร์มขายาว สีดำ สภาพกะโหลกแตก คอหัก เจ้าหน้าที่กู้ภัยต้องใช้อุปกรณ์ตัดถ่างประตูหลังด้านขวา เพื่อนำร่างผู้เสียชีวิตออกมาจากซากรถ ส่วนภายในห้องโดยสารพบบัตรประจำตัวของผู้ตายซึ่งออกให้โดยสภาสถาปนิก 1 ใบ และอุปกรณ์เครื่องเล่นอิเล็คทรอนิกส์ของดีเจ จำนวน 1 ชุด จึงเก็บรวบรวมไว้เป็นหลักฐาน


สอบถาม นายบุญส่ง ก้านแก้ว อายุ 60 ปี เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยประจำสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย หรือ คปภ. ผู้เห็นเหตุการณ์ เล่าว่า ขณะที่ตนเข้าเวรทำหน้าที่ตามปกติ จู่ๆก็ได้ยินเสียงหม้อแปลงไฟฟ้าที่อยู่ด้านหน้าระเบิด และไฟฟ้าดับทั้งหมด จึงออกมาดูพบว่า เป็นอุบัติเหตุรถยนต์ชนกับเสาไฟฟ้าแรงสูง และมีผู้เสียชีวิต ซึ่งที่ผ่านมา ในจุดนี้มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นบ่อยครั้ง โดยล่าสุดเพิ่งเกิดอุบัติเหตุมีผู้เสียชีวิตเป็นเด็กเล็กและแม่ รวม 2 ศพไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา


ต่อมาที่ สน.พหลโยธิน ได้มี น.ส.นันทณัฏฐ์ พูนศรีพัฒนา 36 ปี พี่สาวของนายอรรณพ และกลุ่มเพื่อนที่ทำงานดีเจ พีอาร์ และกลุ่มคนทำงานกลางคืนหลายคนที่ทราบเรื่อง เดินทางมาแสดงความไว้อาลัยผู้ตายเป็นครั้งสุดท้าย โดยทันทีที่พบร่างของนายอรรณพต่างร้องไห้ด้วยความเศร้าเสียใจ บางคนรับไม่ได้กับภาพที่เห็นเกิดอาการเป็นลมล้มพับ เจ้าหน้าที่กู้ภัยต้องช่วยกันหามตัวไปปฐมพยาบาลที่โซฟาด้านบนโรงพัก โดย น.ส.นันทณัฏฐ์ พี่สาวซึ่งยังอยู่ในอาการช็อคบอกกับตำรวจสั้นๆ ว่า ทำใจไม่ได้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เบื้องต้นจะนำศพน้องชายไปบำเพ็ญกุศลที่วัดบัวขวัญ จ.นนทบุรี


ขณะที่ พ.ต.ท.ณัฐวุฒิ เปิดเผยว่า จากการสอบถามพี่สาวและเพื่อนผู้ตายให้การตรงกันว่า ก่อนเกิดเหตุนายอรรณพได้ไปทำงานดีเจที่ร้านเดอะคอนเนอร์ ย่านบางเขน ก่อนจะเร่งทำเวลาเดินทางเพื่อไปทำงานอีกร้านที่ซอยสุขุมวิท 5 ส่วนตัวนายอรรณพไม่ดื่มเหล้าไม่สูบบุหรี่ เบื้องต้นพบว่าไม่มีรถคู่กรณี มีเพียงเสาไฟฟ้าหักเสียหาย 1 ต้น จึงจะประสานประกันภัยมาชดใช้ค่าเสียหายต่อไป ส่วนสาเหตุคาดว่าช่วงเกิดเหตุ ฝนกำลังตก ทำให้ถนนเปียกลื่น รถจึงเสียหลักพุ่งชนเสาไฟฟ้าแล้วพลิกคว่ำ หลังจากนี้จะให้มูลนิธิปอเต็กตึ้งนำศพส่งสถาบันนิติเวชรพ. ตำรวจก่อนจะมอบให้ญาตินำไปประกอบพิธีทางศาสนาต่อไป


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการตรวจสอบประวัติจากหน้าเฟซบุ๊คของนายอรรณพ ผู้เสียชีวิต ที่ใช้ชื่อว่า “Annop Poonsripattana” พบว่าเจ้าตัวจบจากมหาวิทยาลัยศิลปากร คณะสถาปัตยกรรม และมีอาชีพเป็นดีเจในสถานบันเทิงต่างๆ รวมถึง เคยเป็นผู้เข้าร่วมสมัครรายการเทคมีเอาท์ไทยแลนด์ เมื่อปี 2558 โดยหลังเกิดเหตุ ได้มีศิลปินนักร้อง เพื่อนและคนรู้จัก เข้ามาโพสต์แสดงความเสียใจและอาลัย อาทิ ศิลปินนักร้องไวตามิน เอ ได้โพสต์ว่า "ไม่อยากเชื่อเลย ขอบคุณมิตรภาพที่ดี ไปสู่ภพภูมิที่ดีนะน้องรัก RIP ก๊อง พักผ่อนนะครับ

วันอังคารที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2563

ว่อนเน็ต! โรงสีชื่อดังออกหนังสือเวียน ห้ามพนักงานจาบจ้วงลบหลู่สถาบันฯ มีโทษขั้นสูงสุด

 


(23 กันยายน 2563) โรงสีชื่อดังออกหนังสือเวียน เรื่อง นโยบายบริษัทและกิจการในเครือ ไม่อนุญาตให้พนักงานใช้สัญลักษณ์ เครื่องหมาย สถานที่ของบริษัท แสดงออก เผยแพร่ข้อมูล รูปภาพ แต่งกาย อันเป็นการบ่งชี้สนับสนุนฝักใฝ่ จาบจ้วงสถาบันฯ ลบหลู่สถาบันพระมหากษัตริย์ หากฝ่าฝืนจะดำเนินการพิจารณาโทษขั้นสูงสุด ทั้งนี้ หากต้องการแสดงออกข้างต้นขอให้ใช้สิทธิ์ลาออกเพื่อให้พ้นสภาพการเป็นพนักงานก่อน ขณะที่ เจ้าของโรงสี ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ในรายการ ข่าวข้นคนเนชั่น ทางสถานีโทรทัศน์เนชั่นทีวี


เรียน ผู้บริหารและพนักงานทุกท่าน ตามที่เกิดสถานกาณ์ทางการเมืองขึ้นในประเทศไทย โดยมีการพยายามใช้สถานการณ์ต่างๆ เพื่อกล่าวอ้างโจมตี และมีการพาดพิงถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ ตามที่ทราบแล้วนั้น


เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ชัดเจนถูกต้องตรงกัน ผู้บริหารขอแจ้งเจตนารมณ์และนโยบาย ว่า บริษัทฯ กำหนดเป็นนโยบายเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยไม่อนุญาตให้พนักงานหรือผู้หนึ่งผู้ใด ใช้สัญลักษณ์ เครื่องหมายหรือสถานที่ของบริษัทฯ แสดงออกไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม ตลอดจนการแสดงทางคำพูด และการเผยแพร่เกี่ยวกับข้อมูล รูปภาพที่ไม่เหมาะสมทางสื่อออนไลน์ต่างๆ รวมทั้งการแต่งกาย การแสดงออกทางสัญลักษณ์ อันเป็นการบ่งชี้ ถึงการสนับสนุน หรือฝักใฝ่ในสิ่งที่ประชาชนกลุ่มหนึ่ง ได้แสดงออกหรือเรียกร้องให้บุคคลอื่นปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติอยู่ ณ ขณะนี้ หากพนักงานท่านใด แสดงออกถึงการจาบจ้วง ลบหลู่สถาบันพระมหากษัตริย์ บริษัทฯ จะถือเป็น การกระทำที่ผิดกฎระเบียบริษัทฯ ในชั้นสูงสุด บริษัทฯ จะดำเนินการพิจารณาโทษในชั้นสูงสุด ต่อไป


อนึ่ง หากท่านมีความประสค์ที่ต้องการแสดงออกทางการเมือง ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม ในบริบทข้างต้น ที่จาบจ้วง ให้ร้ายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ขอให้ใช้สิทธิ์ในการลาออกเพื่อพ้นสภาพการเป็นพนักงาน บริษัท และบริษัทในเครือฯ ก่อนที่จะดำเนินการด้วย


จึงประกาศมาเพื่อทราบและถือปฏิบัติต่อไปอย่างเคร่งครัด


ล่าสุด "เจ้าของโรงสี" ดังกล่าว ได้ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ในรายการ "ข่าวข้นคนเนชั่น" ทางสถานีโทรทัศน์เนชั่นทีวี ถึงประกาศห้ามจาบจ้วงสถาบันฯ ดังกล่าว ว่า จริงๆ แล้วไม่ได้เป็นเหตุผลทางการเมือง เพียงแค่อยากให้พนักงานในบริษัทเข้าใจถึงเจตนารมณ์และนโยบายของบริษัทเกี่ยวกับเรื่องของสถาบันพระมหากษัตริย์ ได้รับทราบและมองไปในทางเดียวกัน



"เจ้าของโรงสี" เผยว่า หลังจากออกประกาศห้ามจาบจ้วงสถาบันฯ ไป ฟีดแบคในทางลบไม่มีเลย มีมาในทางบวกมากกว่า โดยจะมีอยู่ 2 กลุ่ม ซึ่งกลุ่มเล็กๆ จะยังไม่เข้าใจว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ท่านทรงทำอะไร แต่ในส่วนของคนกลุ่มที่มีความรักและเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์อยู่แล้ว พวกเค้าดีใจที่เราเป็นผู้นำในเรื่องนี้ แต่ส่วนของกลุ่มเล็กๆ เค้าไม่ได้โกรธเกลียดเลยต้องไปทำความเข้าใจ บริษัทของผมหรือหน่วยเล็กต่างๆ ก็ต้องเป็นตัวอย่างในการที่ทำให้กลุ่มคนดังกล่าวมีความเข้าใจถึงสิ่งที่พระเจ้าอยู่หัว หรือสถาบันพระมหากษัตริย์ ท่านทรงทำให้กับประชาชนคนไทยและประเทศ โดยยกพระราชกรณียกิจมาเผยแพร่ให้ได้รู้กัน


ในระหว่างการสัมภาษณ์ กนก รัตน์วงศ์สกุล ได้ถามความคิดเห็นกับ "เจ้าของโรงสี" ว่า ถ้าหากมีพนักงานในบริษัทไปชุมนุมและชู 3 นิ้วในพื้นชุมนุม ถือว่าทำผิดกฎของบริษัทหรือไม่


"เจ้าของโรงสี" บอกว่า ในประกาศจะเกี่ยวกับการจาบจ้วงสถาบันฯ แต่ในส่วนของสิทธิ์การแสดงออกทางการเมือง ผมเคารพในจุดนี้ แต่ก็คงต้องเชิญมาคุยว่าอย่าให้ไปละเมิดสิทธิ์คนอื่น และควรจะอยู่ในกรอบกฎหมาย ซึ่งในเรื่องนี้ทุกคนมีสิทธิ์แสดงออก แค่ไม่ควรเกินเลย หรือไปจาบจ้วงสถาบันพระมหากษัตริย์


"อยากให้คนที่เกี่ยวข้องหันหน้ามาคุยกันและแก้ปัญหา เพราะว่าตอนนี้เศรษฐกิจไทยและโลกมันแย่พออยู่แล้ว อย่ามัวแต่ทะเลาะกันเลย" เจ้าของโรงสี กล่าวปิดท้าย

วันอาทิตย์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2556

Devastating floods still played in more than 46 provinces


A total of 73 people were killed in the floods have hit 46 provinces since mid-September, with floodwaters still inundated 22 provinces, affecting more than 704 952 people, said prevention and mitigation director Chatchai Promlert yesterday .
Heavy Flooding in Nakhon Ratchasima province has left struggling with Muang district under 104 mm of rain - leading to flooding in many areas, including Nong Bua Sala subdivision, where the average flood 50cm to 80cm depth. Mun River has also put up on the notice Phimai district, after the lower house riverside, the area affected by flooding up to a meter deep. Downstream, Buri Ram province - which has in the case of flood-related deaths and 258 597 people affected by the floods - Officials urged residents in Phutthaisong, Satuek, Mueang District Council and district efforts Khaen More from Nakhon Ratchasima to flow and move belongings to higher ground.

วันอาทิตย์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2555

Strip LED light jewelry display can surprise their customers


Let's face it. The large product sales is not enough to ensure success in business. Today's consumers are more demanding than ever when it comes to where to spend their money, and the simple fact is that virtually everything can be purchased online at a lower price. Fortunately, many consumers prefer direct experience in the purchase of goods, and they want to be able to see something in person before buying. This certainly gives a bit of the advantage back to retailers, but without proper lighting, this advantage is not enough. Can not think of a jewelry display LED strip light as an integral part of his jewelry store, but take the time to keep reading to find out why you should.
Most jewelry stores still rely on fluorescent or halogen lighting to highlight and accentuate your most precious pieces. While this type of lighting works in terms of providing illumination, are anything less attractive visually. The light produced by these methods is not only too bright, but it is often dyed and incredibly hued. The key to any type of commercial lighting, special lighting jewelry display, is to provide more natural light and true as possible. You want your jewelry consumers watch and see what it will look like when you run out of the store. LED strip light jewelry display lighting can make this a breeze.
LED lights naturally produce light that is much closer to the range achieved by natural sunlight. This means that the eye is naturally attracted to light and will be able to easily see the finer details of jewelry that is on display. A quality LED strip light jewelry display can help make it easier for consumers to see the highlights and accents of any piece of his collection, which helps to make decisions more easily and increase the likelihood of that they will want to buy your items from you.
Lighting should be provided as close to full spectrum, natural light as possible. Studies show that people are happier, healthier, and these lights are actually used to help people with mood problems during the darker months. LED strip light jewelry display cases simply give consumers a better feel and a better view. When everything in your shop is well lit and displayed, consumers are much more likely to want to make a purchase. It helps, of course, that LED lights are the most environmentally friendly and cost in the market, but the main attraction should really be the impact on consumers.
It is unlikely that the economy will solve overnight or that Internet competition never go away, so this means that up to you to do what you can to increase sales. LED strip light jewelry display lighting is an inexpensive way to really help change some things about your business and the way that customers see it. If you want to reduce costs or increase sales, you will find that this type of lighting can be the best way to do it.