วันศุกร์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2563

นร.หญิง ม.1 ผูกคอตาย! เหตุครูยึดมือถือแล้วเอาแชตส่วนตัวไปประจานจนอับอาย

 (23 ต.ค.63)  ผู้สื่อข่าวรับแจ้งจากญาติของเด็กนักเรียนหญิงวัย 13 ปีรายหนึ่งในพื้นที่หมู่ 3 ต.เขาคราม อ.เมืองกระบี่ ว่าหลานสาวผูกคอที่บ้าน แต่โชคดีที่พ่อแม่และพี่ชายช่วยเหลือไว้ได้ทัน พอสอบถามจึงทราบสาเหตุมาจากกรณีครูประจำชั้นที่โรงเรียน ยึดโทรศัพท์ของหลานสาว แล้วนำไปเปิดแชตส่วนตัวให้เพื่อนนักเรียนด้วยกันดูกันหลายคน ทำให้หลานสาวเกิดความอับอายตัดสินใจก่อเหตุดังกล่าว ผู้สื่อข่าวจึงเดินทางไปตรวจสอบเรื่องนี้ที่บ้านของ ด.ญ.บี (นามสมมติ) อายุ 13 ปี นักเรียนชั้น ม.1 โรงเรียนบ้านไหนหนัง หมู่ 3 ต.เขาคราม พบกับ นางน้อย อายุ 34 ปี แม่ของ ด.ญ.บี


นางน้อย เล่าให้ฟังว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลา 17.30 น. วันที่ 22 ต.ค.ที่ผ่านมา หลังตนกลับมาจากทำงานมาถึงบ้านได้ไม่นาน ก็ทราบว่าครูที่โรงเรียนของลูก ยึดโทรศัพท์ของลูกไป แต่ก็ไม่ทราบว่าเกิดเรื่องอะไรที่โรงเรียนหลังจากนั้น แต่สังเกตเห็นลูกสาวนั่งในบ้านด้วยอาการซึมเศร้า ไม่ยอมพูดคุยกับใคร แต่ตนยังไม่เอะใจอะไร คิดว่าเป็นเรื่องปกติ ต่อมาไม่นานลูกสาวคนเล็กวิ่งมาบอกว่าพี่สาวผูกคอตัวเองในห้องนอนของบ้าน ลูกชายคนโตจึงรีบวิ่งเข้าไปดู ก็พบลูกสาวคือ ด.ญ.บี ใช้เชือกผูกคอตัวเองกับขื่อของหลังคาในห้อง จึงรีบเข้าไปช่วยอุ้มร่างลงมา และช่วยไว้ได้จนปลอดภัย


หลังเกิดเรื่องจึงสอบถามลูก จนทราบว่า สาเหตุเกิดจากลูกสาวรู้สึกอายเพื่อนที่โรงเรียน หลังจากครูประจำชั้น ซึ่งเป็นครูชาย ยึดเอาโทรศัพท์มือถือไป แล้วนำโทรศัพท์ของลูกไปเปิดแชตข้อความส่วนตัวให้เพื่อนๆ ในโรงเรียนดูกัน 10-20 คน ทำให้ลูกเกิดความอับอายและคิดสั้น ซึ่งหลังทราบเรื่อง ตนและสามี รวมทั้งญาติๆ ไม่พอใจเรื่องนี้เป็นอย่างมาก จึงอยากเอาเรื่องครูคนนี้ให้ถึงที่สุด


นางน้อย เล่าต่อว่า ตนมองว่าการที่ครูทำแบบนี้กับเด็ก เป็นสิ่งที่รับไม่ได้ เพราะผลกระทบที่ลูกสาวรับทำให้ลูกตัดสินใจได้ถึงขนาดนี้ ทำให้ตนยอมไม่ได้ การกระทำของครูเป็นการประจานเด็ก หากครูจะยึดโทรศัพท์ก็ยึดไป แต่ไม่ควรเอาการแชตส่วนตัวไปเปิดประจานแบบนี้ หลังเกิดเหตุสามีตนโทรไปสอบถาม ครูก็ปฏิเสธ แต่บอกว่าขอโทษ สามีตนบอกว่าหากจะขอโทษ ให้มาขอโทษที่บ้าน เบื้องต้นตนอยากให้ครูคนนี้ออกไปจากโรงเรียน ไม่อยากให้อยู่โรงเรียนนี้แล้ว เพราะเคยเกิดเหตุกับเด็กนักเรียนหลายคนมาแล้ว ตอนนี้ลูกสาวของตนไม่กล้าที่จะไปโรงเรียนแล้วหลังเกิดเหตุการณ์นี้ ส่วนที่ต้องนำเรื่องนี้ออกมาเปิดเผย เพราะคุยกับลูกแล้ว ลูกยืนยันว่าอยากเอาผิดครูคนดังกล่าวให้ถึงที่สุด


ด้าน ด.ญ.บี เผยด้วยว่า ช่วงที่เกิดเหตุในโรงเรียน เป็นช่วงที่เลิกเรียนกันแล้ว ตนจึงนำโทรศัพท์ขึ้นมานั่งเล่นตามปกติ แต่ระหว่างที่ตนนั่งเล่นโทรศัพท์อยู่ ครูก็เดินมาหยิบโทรศัพท์ไปจากมือ แล้วเอาไปอ่านแชตในโทรศัพท์โดยมีเพื่อนนักเรียนอีกหลายคนยืนอ่านอยู่ด้วย ทำให้ตนรู้สึกอายเพื่อนในโรงเรียนที่เห็นแชตส่วนตัว หลังเกิดเรื่องตนจึงรีบกลับบ้านทันที เหตุที่ตัดสินใจคิดสั้น เพราะรู้สึกอายที่ครูมาประจานแบบนั้น ทำให้อายเพื่อนๆ ในโรงเรียน หลังจากที่กลับมาบ้านแล้ว ตอนเย็นเพื่อนที่โรงเรียนก็ติดต่อบอกตนหลังเกิดเหตุว่า ครูยังไปพูดกับเด็กนักเรียนคนอื่นว่าถ้าเด็ก ม.1 ย้ายออกจากโรงเรียนไปทั้งหมด ครูจะทำบุญให้ 1,000 บาท ก่อนนี้ครูเคยชอบเปิดกระโปรงเด็กนักเรียนหญิงด้วย จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบเรื่องนี้ และดำเนินการกับครูคนดังกล่าว


ทั้งนี้ ผู้ปกครองของเด็กหญิง เผยว่า จะนำเรื่องนี้หารือกับญาติๆ อีกครั้งว่าจะสามารถดำเนินการอย่างไรได้บ้าง ต่อมาผู้สื่อข่าวเดินทางไปที่โรงเรียนบ้านไหนหนัง หมู่ 3 ต.เขาคราม ซึ่งเป็นโรงเรียนที่เกิดเหตุ ปรากฏว่าตรงกับวันหยุดราชการ จึงยังไม่สามารถติดต่อกับผู้บริหาร หรือครูประจำชั้นคนที่ถูกกล่าวหาได้


เครดิต https://www.thairath.co.th/news/local/south/1960111


วันพฤหัสบดีที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2563

กำนัน-ผู้ใหญ่บ้านขอนแก่นแสดงพลังปกป้องสถาบันมอบหนังสือกราบบังคมทูลฯให้กำลังพระทัยในหลวง

 23 ต.ค.63 - เมื่อเวลา 09.30 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บริเวณลานจอดรถภายในที่ว่าการอำเภอเมืองขอนแก่น กลุ่มชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ อ.เมือง จ.ขอนแก่น ทั้ง 18 ตำบล รวมกว่า 500 คน พร้อมใจกันสวมใส่เครื่องแบบข้าราชการเต็มยศ และสวมใส่เสื้อสีเหลือง รวมตัวกันเพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดีและปกป้องต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ พร้อมทั้งเพื่อมอบหนังสือกราบบังคมทูล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เพื่อให้กำลังพระทัยแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้พระองค์ได้มีกำลังพระทัยที่จะผ่านพ้นเหตุการณ์ จากกรณีที่กลุ่มการเมือง นักศึกษา และนักเรียน ที่มีการชุมนุมประท้วงและพูดจาจาบจ้วง ล่วงละเมิดสถาบันกษัตริย์ ซึ่งเป็นสถาบันหลักของชาติ เป็นที่รักทิดทูนของประชาชนชาวไทยที่เกิดขึ้นในขณะนี้


ซึ่งในช่วงของของการรวมตัวทำกิจกรรมนั้น กลุ่มชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านได้มีการร่วมชูธงชาติไทย และธงตราสัญลักษณ์ประจำพระองค์ โบกสะบัดแสดงพลังเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์  พร้อมทั้งร้องเพลงชาติไทยและเพลงสรรเสริญพระบารมี ก่อนจะมอบหนังสือให้กับนายศิริวัฒน์ พินิจพานิชย์ นายอำเภอเมืองขอนแก่น  และแยกย้ายกันอย่างสงบ ท่ามกลางมาตรการรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่อย่างเข้มงวด


นางทัศนี ศรีโสภา ประธานกลุ่มสตรี อ.เมือง จ.ขอนแก่น และประธานขับเคลื่อนองกรสตรีหรือบทบาทสตรีระดับจังหวัด กล่าวว่า  การแสดงออกในวันนี้ทุกคนมากันเองด้วยใจ เพื่อแสดงออกในความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ที่คนไทยให้ความเคารพ เชิดชูมาตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษ


"โดยส่วนตัวมองว่าการชุมนุมของกลุ่มนักเรียนนักศึกษาในขณะนี้ ทุกคนมีสิทธิทำได้แต่ขอให้เหมาะสมโดยเฉพาะนักเรียน นักศึกษาที่มีหน้าที่เรียนเป็นหลัก การแสดงออกต่างๆที่กระทำนั้นหากเนื้อหาสมควรก็ไม่ผิด แต่การจาบจ้วงสถาบันพระมหากษัตริย์นั้นเป็นสิ่งที่ไม่ควร"


นางทัศนี กล่าวต่ออีกว่า วันนี้ทุกคนพร้อมใจกันสวมเสื้อเหลืองเพื่อมาแสดงออกในการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ และเพื่อให้กำลังพระทัยแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้พระองค์ได้มีกำลังพระทัยที่จะผ่านพ้นเหตุการณ์ที่กลุ่มการเมือง นักศึกษา และนักเรียน ที่มีการชุมนุมประท้วงและพูดจาจาบจ้วง ล่วงละเมิดสถาบันกษัตริย์ ซึ่งเป็นสถาบันหลักของชาติ เป็นที่รักทิดทูนของประชาชนชาวไทยที่เกิดขึ้นในขณะนี้


https://www.thaipost.net/main/detail/81523


ขายไม่ทัน! ร้านกาแฟ "COFFEE IS" บางแสน ประชาชนแห่อุดหนุน หลัง "ทัวร์มุ๊งมิ๊งลง"

 (23 ต.ค.63) จากกรณีที่เจ้าของร้านกาแฟ “COFFEE IS” ซึ่งตั้งอยู่ใน ต.แสนสุข ใกล้ชายหาดบางแสน อ.เมือง จ.ชลบุรี ได้แสดงจุดยืนในการปกป้องสถาบันด้วยการเชิญลูกค้าที่นั่งจับกลุ่มพูดจาดูหมิ่นสถาบันให้ออกจากร้าน พร้อมโพสต์ข้อความในโลกออนไลน์ ระบุว่า ความคิดต่างกันย่อมเกิดขึ้นได้ แต่ต้องมีสถาบัน จนทำให้ชาวเน็ตจำนวนมากต่างพากันเป็นห่วงว่าร้านกาแฟแห่งนี้อาจได้รับผลกระทบจากกลุ่มคนที่คิดต่าง


แต่สุดท้ายชาวเน็ตจำนวนมากได้พากันชื่นชมในความกล้าหาญ พร้อมแนะนำวิธีรับมือหากโดนม็อบ 3 นิ้วนำทัวร์มาลง โดยให้แคปภาพหน้าจอไว้และพยายามที่จะไม่ตอบโต้กลับ นอกจากนี้ ชาวเน็ตจำนวนมากระบุว่า หากมีโอกาสจะแวะไปอุดหนุนอย่างแน่นอน บ้างก็เตือนเจ้าของร้านว่าต่อจากนี้อาจจะต้องเหนื่อยเพราะลูกค้าเพิ่มมากขึ้นจนไม่มีเวลาพักผ่อน


กระทั่งผู้สื่อข่าวเดินทางไปยังร้าน COFFEE IS เพื่อพบกับ น.ส.ธนานิษฐ์ พุฒิศรัญโรจน์ อายุ 41 ปี เจ้าของร้านที่ได้เล่าเหตุการณ์ให้ฟังว่า จำเป็นต้องเชิญนักศึกษากลุ่มดังกล่าวให้ออกจากร้าน ทั้งที่ผ่านมา ไม่เคยไล่ลูกค้า แต่เป็นเพราะอยากให้คนที่เข้ามาในร้านให้เกียรติสถานที่ และไม่อยากให้ใช้สถานที่ในร้านเป็นที่ชุมนุมกัน เนื่องจากตนเองเป็นคนรักสถาบันและไม่อยากให้ใครมาพูดจาให้ร้ายนั้น



ช่วงเย็นวันนี้ (22 ต.ค.) ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยังร้าน COFFEE IS อีกครั้งเพื่อสังเกตบรรยากาศภายในร้าน พบว่า น.ส.ธนานิษฐ์ เจ้าของร้านกาแฟกำลังวุ่นอยู่กับทำเมนูกาแฟตามออเดอร์ที่ลูกค้าสั่ง เนื่องจากมีทั้งโทรศัพท์และลูกค้าเข้ามาอุดหนุดเป็นจำนวนมาก


จากการสอบถามลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการบอกว่า ตนเองเป็นชาวชลบุรี ซึ่งหลังทราบข่าวว่ามีร้านกาแฟที่มีความจริงใจต่อสถาบันเช่นนี้ จึงอยากเข้ามาอุดหนุนและมาให้กำลังใจเจ้าของร้าน ซึ่งเมื่อมาถึงร้านก็รู้สึกตกใจมากไม่คิดว่าจะมีลูกค้าแน่นร้าน จนตนเองต้องเข้าช่วยเป็นลูกมือตักน้ำแข็งและช่วยเสิร์ฟกาแฟให้ลูกค้าตามโต๊ะต่างๆ


เช่นเดียวกับลูกค้าอีกรายที่บอกว่าหลังได้ทราบข่าวจากสื่อออนไลน์ ก็รีบขับรถมาจาก กรุงเทพมหานคร เพื่อมาอุดหนุนและมาให้กำลังใจเจ้าของร้าน และในฐานะลูกค้าคนหนึ่งรู้สึกดีใจที่แม่ค้าขายที่ยึดมั่นในจุดยืนของตัวเอง


ขณะที่ น.ส.ธนานิษฐ์ เจ้าของร้านบอกว่าไม่คิดว่าทางร้านจะได้รับกำลังใจจากคนในพื้นที่มากเช่นนี้ และที่ในวันนี้ตนเองยังได้รับโทรศัพท์จากรัฐมนตรีและผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี เพื่อให้กำลังใจอีกด้วย


“ตั้งแต่ที่ได้ลงเรื่องราวในเพจของร้านไปก็มีทั้งคนที่เข้ามาให้กำลังใจ และมีทั้งทัวร์มาลง แต่ก็ไม่ได้สนใจอะไรเพราะต้องทำมาหากินและทำตามจุดยืนของตัวเอง ซึ่งในวันนี้ไม่คิดว่าจะมีลูกค้าจากหลายจังหวัดเข้ามาอุดหนุนเป็นจำนวนมาก ทั้งลูกค้าที่มาจากจังหวัดสระบุรี ฉะเชิงเทรา กรุงเทพมหานคร และชาวชลบุรีที่มาอุดหนุนและให้กำลังใจ ที่สำคัญยังมีโทรศัพท์เข้ามาสั่งกาแฟเมนูต่างๆ เป็นจำนวนมากจนทำให้มียอดขายทะลุ 10,000 บาท จนไม่รู้จะขอบคุณอย่างไร” น.ส.ธนานิษฐ์ กล่าว


เครดิต https://mgronline.com/local/detail/9630000108344


"เปรี้ยว" แอดมินเพจ"คำคมกับคนชอบกิน"ประกาศขายเพจหาเงินรักษาแม่ป่วย โดนนายหน้าแสบอมเงิน โร่แจ้ง ปอท.

 เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 22 ต.ค.63 ที่ บก.ปอท. นางแสงจันทร์ จำปาอ่อน หรือ เปรี้ยว อายุ 45 ปี เจ้าของและแอดมินเพจ "คำคมกับคนชอบกิน" ซึ่งมีผู้ติดตามจำนวนกว่า 2.5 แสนคน เดินทางเข้าพบ ร.ต.อ.สิปานันท์ โฉมวันดี รอง สว.(สอบสวน) กก.2 บก.ปอท. แจ้งว่า เมื่อวันที่ 16 ต.ค.ที่ผ่านมา ได้รับการติดต่อจากนายดิษฐพงษ์

(สงวนนามสกุล) เจ้าของบัญชีเฟซบุ๊กชื่อ Dissapong Bantaisong ที่ติดต่อเสนอตัวเป็นนายหน้าคนกลางในการซื้อขายเพจกลุ่มต่างๆ ในเฟซบุ๊กของตน ประกอบด้วย


"ม่ายวัยทอง วี 1"สมาชิก 3.3 แสนคน "ม่ายวัยทอง วี 3"สมาชิก 1.3 แสนคน "โลกีย์ขยี้ใจ วี 17" "แม่ม่ายในไฟโลกีย์ วี 16" "เพจดงแม่ม่าย" และ "เพจคำคมกับคนชอบกิน" ตนจึงตอบตกลงไป


ต่อมาวันที่ 18 ต.ค. นายดิษฐพงษ์ ได้โอนเงินค่ามัดจำมาให้จำนวน 10,000 บาท พร้อมกับแจ้งว่าได้มีคนตกลงซื้อกลุ่มไปหนึ่งกลุ่มจำนวน 70,000 บาท ยังคงเหลือเงินที่ต้องโอนให้ตนอีก 60,000 บาท


พร้อมกับขอให้ตนตั้งนายดิษฐพงษ์เป็นแอดมินร่วมเพจเพื่อจะได้เข้ามาดูรายละเอียดเชิงลึกของเพจ ด้วยความเชื่อใจจึงทำตามหลังจากเข้ามาแล้วก็ดีดตนออกจากการเป็นผู้ดูแล พร้อมกับบล็อคช่องทางติดต่อสื่อสารทั้งหมด จึงไปแจ้งความไว้ต่อพนักงานสอบสวน สภ.เมืองปทุมธานี เมื่อวันที่ 21 ต.ค. ก่อนจะมาขอความช่วยเหลือ บก.ปอท.ในวันนี้


นางแสงจันทร์ กล่าวต่อ หลังจากนั้นก็มีคนชื่อเอฟ.ที่ซื้อกลุ่มๆ หนึ่งไปจากนายดิษฐพงษ์ แจ้งมาที่ตนให้ทราบว่าได้ซื้อและจ่ายเงินค่ากลุ่มไปแล้วโอนเงิน 3 ครั้ง 25,000 , 14,000 และ 7,000 บาท รวม 46,000 บาท


ส่วนกลุ่มและเพจอื่นๆ ยังไม่รู้ว่าเขาเอาขายใครแล้วหรือยัง อยากจะฝากบอกถ้าเอามาคืนตนก็จะยกเลิกไม่ดำเนินคดี ส่วนเงินที่เอาไปจะมาทยอยใช้คืนก็ได้ ตนมีความจำเป็นต้องอุปการะดํแลแม่ป่วยจริงๆ ถึงต้องประกาศขายเพจที่ทำมา ซึ่งเมื่อสามปีก่อนก็จำใจต้องขายเพจ "ปากหมาพาแรง"ที่มีคนติดตาม 8.7 แสนกว่าคนไปในราคา 2 แสนกว่าบาท คนซื้อเขาเอาไปทำคอนเท้นต์ต่อ เราก็ได้เงินมารักษาคุณแม่เช่นกัน


เบื้องต้นพนักงานสอบสวน บก.ปอท.รับแจ้งไว้ทำการตรวจสอบและประสานกับ สภ.เมืองปทุมธานี ท้องที่เกิดเหตุ เพื่อติดตามตัวนายหน้าแสบรายนี้มาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป


เครดิต https://siamrath.co.th/n/191668


วันพฤหัสบดีที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2563

ตั้งเป้าผลิตรถยนต์ 8 หมื่นคันต่อปี “สุริยะ” เห่กล่อม “เกรท วอลล์”

 


(24 ก.ย. 2563) นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยหลังการหารือกับนายจาง เจียหมิง ประธานกลุ่มบริษัท เกรท วอลล์ มอร์เตอร์ส ภูมิภาคอาเซียนและประเทศไทย ว่าได้มีการหารือถึงนโยบายส่งเสริมการผลิตและสิทธิประโยชน์ของรถยนต์ xEV หรือยานยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า, มาตรการกระตุ้นการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า และมาตรการส่งเสริมการลงทุนเพื่อการเตรียมความพร้อมโครงสร้างพื้นฐาน,การจัดทำมาตรฐานยานยนต์ไฟฟ้า ตลอดจนการบริหารจัดการซากรถยนต์ และแบตเตอรี่ที่ใช้แล้ว


ทั้งนี้ ที่ผ่านมาสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) ได้มีการหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน เกี่ยวกับการส่งเสริมลงทุนเพิ่มเติมสำหรับกิจการผลิต xEV ขณะที่แผนการลงทุนของเกรท วอลล์ฯ ในประเทศไทย นายจางได้ยืนยันว่ามีแผนการลงทุน อาทิ แผนการผลิตรถยนต์ที่คาดว่าจะเริ่มปรับปรุงสายการผลิตเดิมในไตรมาส 4 ปีนี้ โดยมีการนำระบบสมองกลเข้ามาใช้ภายในโรงงาน เพื่อรองรับการผลิตรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) และรถยนต์ไฟฟ้าทั้ง HEV หรือรถยนต์ไฮบริด, PHEV หรือรถรุ่นไฮบริดแบบเสียบปลั๊กชาร์จไฟฟ้าได้ และ BEV หรือรถยนต์ที่พึ่งพิงกระแสไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ในการขับเคลื่อนเพียงอย่างเดียว โดยจะมีกำลังการผลิตรวม 80,000 คันต่อปี ที่ขณะนี้ได้มีการลงทุนติดตั้งเครื่องจักรและปรับสายการผลิต คาดว่าจะแล้วเสร็จในปีนี้ และเริ่มทำการผลิตรถยนต์รุ่นแรก หรือรุ่น SUV และรถกระบะออกวางจำหน่ายได้ในปี 2564 ซึ่งจะเกิดการลงทุนรวม 22,600 ล้านบาท เกิดการจ้างงานใหม่ 3,435 คน


นายสุริยะกล่าวว่า เกรท วอลล์ฯ ยังมีแผนการลงทุนที่สำคัญๆ อาทิ การผลิตแบตเตอรี่ การผลิตชุดขับเคลื่อนไฟฟ้า เพื่อรองรับสมรรถนะการใช้พลังงาน และประหยัดของรถ HEV และ PHEV สำหรับแผนการใช้ชิ้นส่วนยานยนต์ในปีหน้าจะมีการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศ 45% สำหรับรถยนต์รุ่นแรก และจะเพิ่มเป็น 90% ในปี 2568 รวมทั้งมีแผนจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาที่ประกอบด้วย ศูนย์ออกแบบและพัฒนา ศูนย์ตรวจสอบประสิทธิภาพการเชื่อมต่ออัจฉริยะ และศูนย์ฝึกอบรม เพื่อรองรับการวิจัยและพัฒนาในประเทศไทยและในอาเซียน


“ปัจจุบันประเทศไทยมีศักยภาพในการผลิตรถยนต์ 2 ล้านคันต่อปี เป็นการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 1 ล้านคัน และผลิตเพื่อส่งออก 1 ล้านคัน เมื่อเกรท วอลล์ฯมีแผนลงทุนเพิ่มเติมที่ชัดเจนถือเป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะผู้บริโภคในประเทศจะมีทางเลือกที่หลากหลายมากขึ้น และเป็นสิ่งยืนยันว่าประเทศไทยมีศักยภาพในการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ ให้สามารถรองรับได้อย่างเพียงพอ โดยมีมูลค่าการส่งออกสูงเทียบเท่ามูลค่าการส่งออกรถยนต์ และผู้ผลิตรถยนต์ในปัจจุบันก็มีการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ 80-90%”

วันพุธที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2563

พาณิชย์ จัด THAIFEX–ANUGA ASIA 2020 แบบ "The Hybrid Edition" นำอาหารไทยสู่ตลาดโลก

 


รับมือส่งออก! จุรินทร์ นำพาณิชย์ จัด THAIFEX–ANUGA ASIA 2020 แบบ “The Hybrid Edition” นำอาหารไทยสู่ตลาดโลก พร้อมจับมือ 4 กระทรวง MOU มาตรฐานความปลอดภัยอาหารจากโควิด-19


นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานจัดงานแสดงสินค้าเกษตร อาหาร และเครื่องดื่ม THAIFEX–ANUGA ASIA 2020 โดยปีนี้เป็นไปตามนโยบาย นายจุรินทร์ คือ จัดในรูปแบบผสมผสาน (หรือ Hybrid) เป็นครั้งแรกของประเทศไทย ตอบรับสถานการณ์การค้าวิถีใหม่ (New Normal) เป็นงาน THAIFEX–ANUGA ASIA 2020 “The Hybrid Edition” 


โดยนายจุรินทร์ กล่าวว่า ปี 2563 เป็นปีที่ทั่วโลกต้องเผชิญกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งประเทศไทยก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน กิจกรรมหลาย ๆ อย่างต้องหยุดชะงักหรือชะลอตัว แม้แต่อุตสาหกรรมอาหารซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่เคยเติบโตก็ได้รับผลกระทบ ยิ่งไปกว่านั้น เรายังต้องเผชิญกับสถานการณ์สงครามการค้า เศรษฐกิจชะลอตัว ความผันผวนของค่าเงินบาท ดังนั้น การปรับตัวทางเศรษฐกิจและการปรับตัวทางการค้าที่อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงพาณิชย์ จึงเป็น เรื่องที่มีความสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลงไปกระตุ้นเศรษฐกิจการค้าให้กับฐานราก โดยเฉพาะใน ส่วนของเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน เอสเอ็มอี โอท็อป รวมทั้งไมโครเอสเอ็มอีต่างๆ ที่อยู่ในทุกภาคส่วน ของภูมิภาค กระทรวงพาณิชย์เล็งเห็นความจำเป็นที่จะช่วยแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างเร่งด่วน โดยนำแนวนโยบาย “เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด” ตามยุทธศาสตร์ “ตลาดนําการผลิต” ซึ่งเป็นความร่วมมือ ระหว่างสองกระทรวงสำคัญที่มีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจตั้งแต่ระดับพื้นฐานของประเทศ จนก้าวสู่ตลาดโลก คือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ กระทรวงพาณิชย์ สร้างฐานข้อมูล Big Data ร่วมกัน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้วยคุณภาพ มาตรฐานความปลอดภัยและการตรวจสอบย้อนกลับ มุ่งสู่ เป้าหมายให้ไทยเป็น “ศูนย์กลางสินค้าเกษตรและอาหารคุณภาพของโลก” โดยการค้าภายในประเทศ จะมีเซลส์แมนจังหวัดทำหน้าที่ขยายตลาดและหาช่องทางการจาหน่ายสินค้าผลิตภัณฑ์ ซึ่งเป็นการ ทำงานเป็นทีมระหว่างพาณิชย์จังหวัด จับมือกับเกษตรกร ผู้ประกอบธุรกิจ ภาคเอกชน และภาครัฐที่เกี่ยวข้อง สร้างโอกาสการค้าและช่องทางการเข้าสู่ตลาดของสินค้าและผลิตภัณฑ์ของเกษตรกรและ ผู้ประกอบการไทย

 

ด้านการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์มีกลไกในการเชื่อมโยงตลาดโลกและ ผู้ประกอบการไทยให้มาเจอกัน ผ่านสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ซึ่งได้กระจายที่ตั้ง ครอบคลุมตลาดคู่ค้าหลักๆ และตลาดที่มีศักยภาพทั่วโลก จำนวน 58 แห่ง มีเซลส์แมนประเทศ เปรียบเสมือนทัพหน้าที่จะกรุยทางให้ผลผลิตจากเกษตรกร ผลิตภัณฑ์อาหารจากผู้ผลิตก้าวสู่ตลาดต่างประเทศอย่างมั่นคง สร้างโอกาสในการแข่งขัน รวมถึงพัฒนาขีดความสามารถของเกษตรกรและผู้ประกอบการไทยในการเจาะตลาดสำคัญ ได้มีนโยบายเร่งรัดผลักดันการส่งออกภายใต้แนวทาง “รักษาและขยายตลาดเดิม เปิดตลาดใหม่ ฟื้นตลาดเก่าที่เคยเป็นตลาดสําคัญ” โดยมีคณะผู้บริหาร ระดับสูงเดินทางไปทำความตกลงทางการค้า (MOU) และจับคู่ธุรกิจกับนานาประเทศทั้งในแถบเอเชีย ยุโรป และตะวันออกกลาง เมื่อเกิดสถานการณ์โควิด-19 ได้เล็งเห็นลู่ทางการรักษาส่วนแบ่งทางการตลาดของประเทศ ผ่านช่องทางออนไลน์ โดยการผลักดันแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ ที่กระทรวงพาณิชย์มีอยู่ จัดกิจกรรมจับคู่เจรจาธุรกิจ รวมถึงร่วมมือกับแพลตฟอร์มต่างชาติ เช่น อาลีบาบาของจีน


ในส่วนของอุตสาหกรรมอาหารนั้นแม้จะมีเหตุการณ์ที่มีการปนเปื้อนเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในการผลิตและส่งออกอาหารในต่างประเทศ แต่ประเทศไทยสามารถให้ความมั่นใจกับผู้บริโภคทั่วโลกได้ว่าอาหารไทยปลอดภัย ปราศจากเชื้อในกระบวนการผลิต จนรัฐบาลไทยสามารถออกหนังสือรับรองการปฏิบัติตามมาตรการ เพื่อป้องกันการปนเปื้อนเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในกระบวนการผลิตอาหารส่งออกให้กับผู้ผลิตอาหาร เพื่อแสดงต่อผู้ซื้อและผู้นำเข้าในต่างประเทศ ซึ่งหนังสือรับรองดังกล่าวเป็นความร่วมมือระหว่าง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงมหาดไทย โดยได้มอบให้ปลัดทั้ง 4 กระทรวงเป็นผู้ลงนามความร่วมมือในวันนี้ เพื่อรับรองการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการปนเปื้อนเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในกระบวนการผลิตอาหารส่งออก (COVID- 19 Prevention Best Practice) สำหรับงานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่ม THAIFEX จึงมีส่วนสำคัญในการสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการด้านอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งงานนี้เป็นงานสำคัญที่กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 30

 

"สำหรับการจัดงานในปีนี้ ได้มีการปรับชื่องานเป็น THAIFEX – ANUGA ASIA ซึ่งเป็นการรวมตัวกันระหว่าง 2 งานที่ยิ่งใหญ่ คือ THAIFEX ของประเทศไทย และ ANUGA จากเยอรมนี และ ยังเป็นปีแรกที่ได้มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดงานให้เป็นแบบไฮบริด (Hybrid) เพื่อให้เข้ากับสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ซึ่งต่างชาติไม่สามารถเดินทางมาร่วมงานได้ โดยใช้ชื่องานว่า THAIFEX – ANUGA ASIA 2020 “The Hybrid Edition” โดยเป็นการผสมผสานการจัดงานระหว่างออฟไลน์และเทคโนโลยีออนไลน์ การจัดงานครั้งนี้จะเป็นการช่วยกระตุ้นตั้งแต่สินค้าเกษตร เกษตรแปรรูป อุตสาหกรรม อาหารและเครื่องดื่มของไทยให้ฟื้นตัวกลับมา พร้อมทั้งสร้างความเชื่อมั่น และเน้นย้ำให้ทั่วโลกได้เห็นถึงศักยภาพของอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มของไทยในเรื่องความปลอดภัย และยังสามารถผลิตและส่งออกได้ในปริมาณที่เพียงพอสำหรับการบริโภคในโลก ซึ่งแม้ว่าจะมีเรื่องโควิด-19 มากระทบ แต่เราได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี โดยมีผู้เข้าร่วมแสดงสินค้าแบบออฟไลน์รวม 708 บริษัท 1,747 คูหา ผมมั่นใจว่าการจัดงานแสดงสินค้าในรูปแบบผสมผสาน (หรือ Hybrid) เป็นครั้งแรกของ ประเทศไทย จะตอบรับสถานการณ์การค้าวิถีใหม่ (New Normal) ของงานแสดงสินค้าเกษตร อาหาร และเครื่องดื่ม THAIFEX–ANUGA ASIA 2020 “The Hybrid Edition”ครั้งนี้และจะประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี และผมมั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่าอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งคาดว่าจะได้มูลค่ามากกว่า 6,000 ล้านบาท" นายจุรินทร์ กล่าว

 

รายงานข่าวกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ระบุว่า มีการจัดงานแสดงสินค้าจริง ณ ศูนย์แสดงสินค้าอิมแพคแห่งนี้ วันที่ 22-26 กันยายน ระหว่างผู้เข้าร่วมงาน (Exhibitors) และผู้ชมงานในไทยที่ประกอบด้วย นักธุรกิจในวงการอาหารและเครื่องดื่มที่อยู่ในไทย 51,869 กิจการ รวมถึงตัวแทนผู้ซื้อจากต่างประเทศ (Buying Agents) ที่มีสำนักงานในไทย และการจัด กิจกรรมเจรจาการค้าออนไลน์ในรูปแบบต่างๆ ซึ่งรวมถึงการจัดงานแสดงสินค้าเสมือนจริง หรือ Virtual Trade Show ระหว่างผู้เข้าร่วมงาน (Exhibitors) กับผู้ซื้อ ผู้นำเข้าต่างประเทศ (Importers) ที่ไม่สามารถเดินทางมาประเทศไทยได้เป็น ผู้ประกอบการไทย 519 บริษัทและตัวแทนที่อยู่ในประเทศไทยของผู้ประกอบการต่างชาติจาก 12 ประเทศ ได้แก่ บราซิล แคนาดา จีน ฮ่องกง อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น เกาหลี นอร์เวย์ โปแลนด์ ไต้หวัน อเมริกา และเวียดนาม รวม 189 บริษัท บนพื้นที่กว่า 60,000 ตารางเมตร ซึ่งมีการใช้มาตรการการดูแลสุขอนามัยของผู้เข้าร่วมงานอย่างเคร่งครัด

ปิดตำนาน! รื้อ "บ้านสี่เสาเทเวศร์" ปิดฉากที่พัก "ป๋าเปรม - จอมพลสฤกษดิ์"

 


(24 ก.ย. 2563) เกือบ 40 ปีที่ "ป๋าเปรม" พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อดีตประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ พำนักในบ้านสี่เสาเทเวศร์ ตั้งแต่สมัยเป็น ผบ.ทบ. จนถึงนายกรัฐมนตรี แล้วก้าวมาสู่ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ บ้านในตำนานหลังนี้ได้ผ่านเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ทางการเมืองที่สำคัญมามากมายพร้อมกับตัวท่าน จนจวบวาระสุดท้ายในชีวิตที่ได้จากไปพร้อมกัน เหลือไว้เพียงความทรงจำ และบันทึกเป็นประวัติศาสตร์


ทุกครั้งที่ "บ้านสี่เสาฯ" เปิดประตูออก จะต้องมีคณะบุคคลสำคัญระดับประเทศ บิ๊กทหาร บิ๊กตำรวจ นักการเมือง เดินเข้าไปเพื่อคารวะเนื่องในโอกาสและวาระต่างๆ ที่พักหลังนี้จึงเปรียบเสมือนศูนย์กลางอำนาจ ของกองทัพและการเมือง ด้วยบทบาทของ "พล.อ.เปรม" ในฐานะผู้มากบารมี ผู้อาวุโสของชาติ รัฐบุรุษหนึ่งเดียวของประเทศ ไม่ว่าจะเกิดปัญหาต่างๆ ในบ้านเมือง หรือกองทัพ หรือแม้แต่วิกฤติทางการเมือง "ป๋าเปรม" มักจะเป็นคำตอบสุดท้ายที่ทุกคนต้องเข้ามาขอคำปรึกษาเพื่อหาทางออก และจะกลับไปด้วยข้อคิดที่ดี ด้วยประสบการณ์ของท่านที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาอย่างโชกโชน จึงได้นำกลับไปแก้ปมปัญหาต่างๆ จนสำเร็จลุล่วง

 

เส้นทาง พล.อ.เปรม กำเนิดจากเหล่าทหารม้า ไต่เต้าเป็นผู้บัญชาการศูนย์การทหารม้า จนมาถึงแม่ทัพภาคที่ 2 แล้วก้าวขึ้นสู่ ผบ.ทบ. กระทั่งได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้นั่งตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คนที่ 16 ทำให้บทบาทของ พล.อ.เปรม เป็นที่เคารพไปทุกวงการ นั่นยิ่งทำให้บารมีของ พล.อ.เปรม เบ่งบาน และมิใช่เพิ่งมาเกิดตอนที่เป็น ผบ.ทบ. หรือ นายกฯ หรือ ประธานองคมนตรี แต่เกิดจาก พล.อ.เปรม ได้สั่งสมได้สร้างด้วยความเป็นคนมีน้ำใจ จึงทำให้บารมีนี้อยู่คู่ตัวไปตลอดกาล



ทุกวิกฤติของประเทศ ทุกปัญหาของชาติ ทั้งในเรื่องกองทัพ หรือปัญหาบ้านเมือง "พล.อ.เปรม" เป็นผู้เดียวที่มองทะลุถึงปัญหาต่างๆ พร้อมกับมีคำแนะนำ คำเสนอแนะ ให้กับผู้ที่มาขอคำปรึกษาจนมีทางออกเสมอ จนบางครั้งวงการทหารมักจะเอ่ยปาก "หากมีปัญหา ถามหาป๋าได้"


แต่หลังจากการถึงอสัญกรรมของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ ที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า เมื่อช่วงเช้าวันที่ 26 พ.ค.62 จากอาการป่วยระบบหัวใจล้มเหลว และจากไปในวัย 98 ปี "บ้านสี่เสาเทเวศร์" ก็เริ่มเงียบเหงา บรรยากาศดูเศร้าโศก เพราะเหมือนขาดเสาหลักของบ้านหลังนี้ไป ทำให้นายทหารในบ้าน และลูกๆ ป๋าต่างเริ่มทยอยเก็บข้าวของและของใช้ส่วนตัวท่านด้วยความอาลัย เพื่อไปไว้ยังพิพิธภัณฑ์พธำมะรงค์ อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา เพื่อให้ประชาชนได้แสดงความเคารพและรำลึกถึงท่านด้วย



จากนั้นบ้านสี่เสาฯก็ถูกส่งคืนให้กรมสวัสดิการทหาร เพื่อมอบต่อให้ "กองทัพบก" ก่อนจะถึงมือ "สำนักพระราชวัง" เมื่อ 31 ต.ค.2562 ก็ได้เข้ามาสำรวจพื้นที่และรอบๆ ตัวบ้าน ซึ่งยังมีโครงสร้างที่ดี แม้กาลเวลาจะผ่านไปมากกว่า 50 ปี เพราะบ้านสี่เสาฯแห่งนี้เคยเป็นบ้านพักประจำตำแหน่งของ "จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์" ตั้งแต่เป็น ผบ.ทบ. และนายกรัฐมนตรี คนที่ 11 ของประเทศไทย ที่ "จอมพลสฤษดิ์" มีดำริให้สร้างขึ้นมา โดยยึดโยงที่ตั้งใกล้พื้นที่กองทัพบก สวนรื่นฤดี และเดิมบริเวณนี้เคยเป็นที่ตั้งของเสาไฟฟ้า 4 ต้น รองรับหม้อแปลงจ่ายไฟให้กับรถรางสายเทเวศร์-ท่าเตียน ผู้คนจึงเรียกขานว่า "สี่เสา" ส่วน "เทเวศร์" มีที่มาจากชื่อของวังเทเวศร์ ที่ตั้งอยู่ถนนกรุงเกษม ปากคลองผดุงกรุงเกษม ริมแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระจันทบุรีนฤนาถ


โดยบ้านสี่เสาเทเวศร์ ตั้งอยู่เลขที่ 279 ถนนศรีอยุธยา เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร ซึ่งเคยเป็นที่พักทั้งของ "จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์" อดีตนายกฯ และ "พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์" อดีตประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ แต่หลังจากคืนให้กองทัพบก ส่งต่อให้สำนักพระราชวัง ปัจจุบันได้ให้เจ้าหน้าที่เข้ามารื้อถอนแล้วบางส่วน โดยมีเครื่องจักรกลขนาดใหญ่กำลังรื้อถอนบ้านพักในส่วนที่เป็นปูน ขณะที่หน้าบ้านที่เคยเป็นป้อมรักษาการณ์ได้ถูกทุบไปแล้วเช่นกัน เหลือเพียงเศษหิน เศษปูน เป็นกองๆ ส่วนบริเวณหลังบ้าน มีเครื่องจักรขนาดใหญ่กำลังทำงาน แต่บริเวณที่มีต้นไม้ใหญ่อยู่ ยังไม่มีการตัดหรือรื้อถอนกำแพงบ้านออก



บ้านสี่เสาฯมีกำแพงหน้าบ้าน พร้อมประตูเข้าออก 2 ซ้าย-ขวา ตรงกลางจะปลูกต้นไม้สูงไว้คล้ายกำแพง มีลานสนามหญ้า และสวนหย่อมกับบ่อน้ำขนาดใหญ่ ตัวบ้านส่วนใหญ่เป็นปูนสีขาว หลังคาเป็นทรงหน้าจั่วปูกระเบื้องสีน้ำเงิน ปีกซ้ายภายในตัวบ้านชั้นล่างเป็นห้องรับรอง ด้านขวาเป็นที่พักของทหารประจำบ้าน ด้านหลังเป็นห้องนั่งเล่น เคยมีเปียโนตัวโปรดตั้งอยู่ ผนังบ้านในมุมต่างๆ จะมีรูปถ่ายของ พล.อ.เปรม ประดับไว้ภายใน ส่วนชั้น 2 เป็นห้องนอนโล่ง


ด้านนอกตัวบ้านนับเป็นพื้นที่ประวัติศาสตร์ทางการเมือง พล.อ.เปรม มักใช้เป็นที่ประกอบพิธีในโอกาสต่างๆโดยพูดกับผู้ที่เข้าพบในวาระต่างๆ โดยเฉพาะประตูเหล็กสีเทากำแพงด้านข้างตัวบ้านก็มีตำนานเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวข้องกับเหตุการปฏิวัติรัฐประหาร ที่บุคคลสำคัญๆ หรือนายทหาร ที่มาขอคำปรึกษาใช้เดินเข้า-ออกประจำ แทนการใช้ประตูด้านหน้า



ส่วนห้องที่ พล.อ.เปรม ชอบมากที่สุดคือ จะเป็นห้องรับแขกเล็ก ซึ่งเป็นห้องดนตรีเก่า อยู่โซนด้านหน้าของตัวบ้าน พล.อ.เปรม มักจะมาร้องเพลง เล่นเปียโน ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงต่อวัน ห้องนี้เปรียบเสมือนห้องแห่งความสุข เพราะเวลาเล่นดนตรีจึงไม่อยากไปไหน มีความสุขด้วย บางทีเล่นคนเดียว ร้องเพลงคนเดียว ส่วนกิจวัตรระหว่างวัน ท่านเป็นคนอ่านหนังสือพิมพ์หลายฉบับ ดูข่าวทางโทรทัศน์ และกีฬา กอล์ฟ เทนนิส รวมทั้งการออกกำลังกาย แต่ที่สำคัญจะให้เวลากับตัวเองในการเดินออกกำลังกาย 30 นาทีในสวน


นับจากนี้อีก 1 อาทิตย์ บ้านสี่เสาเทเวศร์ ตำนานบ้านพัก 2 ผบ.ทบ. 2 นายกรัฐมนตรี ที่ถือว่าเป็นบ้านอันทรงพลัง ผ่านบันทึกหน้าประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนานจะถูกทุบทิ้งจนไม่เหลือแม่แต่ซากอิฐ หิน ปูน ทุกอย่างจะถูกรื้อถอนจนเกลี้ยง และจะเหลือไว้แต่เพียงความทรงจำของถนนสายอำนาจทางการเมือง การทหาร ถือเป็นการปิดฉากบ้านสี่เสาฯอย่างสมบูรณ์.


Credit: https://www.thairath.co.th/news/local/bangkok/1935681


ผู้เขียน : คชสีห์ 88


กราฟิก : Taechita Vijitgrittapong